Lasik (เลสิก) เพื่อการรักษาสายตาให้ปกติ

Lasik เป็นเครื่องมือการคิดค้นของการแยกชั้นกระจกตาเพื่อป้องกันการรักษาภาวะสายตาสั้นและสายตายาว โดยมีการทำการผ่าตัดแยกชั้นกระจกของตาแล้วนำกลับมาเย็บเข้าที่เดิม ก็เป็นการผ่าตัดที่เรียกว่า  keratomileusis  ซึ่งในขณะนั้นเครื่องมือมีความซับซ้อนเป็นอย่างมากโดยการรักษาที่ยังไม่แน่นอน และแม่นยำเท่าที่ควรต่อการรักษาในสำหรับทีมจตุแพทย์แล้ว เป็นกลุ่มของการบุกเบิกของการผ่าตัดด้วยวิธีเลสิกเป็นวิธีการผ่าตัดภาวะสายตาผิดปกติรักษาในแบบถาวรโดยใช้เครื่องแยกชั้นกระจกตามีความหนาประมาณ 1 ใน 3 ของความหนากระจกตาทั้งหมดแล้ว ใช้การคัดเนื้อกระจกตาชั้นกลางเพื่อเปลี่ยนความโค้งของกระจกตา โดยรวมถึงปิดผิวกระจกตาเข้าที่เดิมได้การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดที่จะทำเลสิกนี้ หากท่านใดที่จะคิดหรือว่ามีการวางแผนที่จะทำอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการลดพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ของท่านก่อนLasik แนะนำให้เข้าการตรวจประเมินสภาพตาโดยละเอียดเพื่อรักษาเลสิกซึ่งมีความสำคัญอยู่ 2 ประเภทและก็ คือประการแรกเพื่อพิจารณาท่านนั้นเป็นผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการรักษาเลสิกหรือไม่ ทั้งสองประการเพื่อพิจารณาว่าดวงตาของท่านมีสุขภาพตาที่สมบูรณ์หรือว่ามีโรคใด ๆอื่น ๆ หรือไม่ทั้งนี้ก่อนการรักษาเลสิกนี้สำหรับท่านที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 3 วันก่อน ที่จะเข้าการตรวจร่างกายเบื้องต้นสำหรับท่านใดที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง หรือว่าชนิดหนึ่งนิ่มควรงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วันก่อนเข้าตรวจคนไข้สามารถที่จะสวมแว่นตาแทนระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์ และก่อนอื่นที่จะเข้าการผ่าตัดทำเลสิกนี้ต้องประเมินว่าใครที่เหมาะสม 

Lasik

Lasik เตรียมความพร้อมเพื่อรับการผ่าตัด

สำหรับการรักษาอย่างจริงจังเพราะว่าตรวจพบว่าเป็นโรคสายตาสั้น และสายตายาวหรือว่าสายตาเอียงจะรักษาทันทีโดยผู้ที่ทำเลสิคควรมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป Lasik ค่าสายตาคงที่หรือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 50 อย่างน้อย 1 ปี ไม่มีโรคกระจกตาอย่างเช่น โรคอักเสบเรื้อรัง ภาวะตาแห้งอย่างรุนแรงโรคเบาหวาน ในระหว่างการตั้งครรภ์และควรมีความเข้าใจที่จะถูกต้องเกี่ยวกับการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ด้วยเลเซอร์ถึงจะสามารถรักษาด้วยเลเซอร์ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำการรักษา ควรเตรียมตัวก่อนที่จะเข้าพบแพทย์จากที่แจ้งไปยังข้างต้น เพราะว่าจะทำให้การรักษานั้นดียิ่งขึ้นถึงแม้ว่าถึงวันที่มาตรวจประเมินสายตาควรพาญาติมาเพื่อคอยดูแลและเตรียมแว่นกันแดดมาด้วย เพราะการขยายม่านตาทำให้ตานั้นฝ้ามัวสู้แสงไม่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ด้วยการประเมินของจตุแพทย์แล้วทำการวัดสายตา โดยละเอียดในการวัดสายตาสภาพที่ม่านตาขยายตัวด้วยยาหยอดตาขยายม่านตาด้วย จะมีขั้นตอนการตรวจนั่นก็คือตรวจวัดการมองเห็นตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจสภาพจอประสาทตา ตรวจวัดความโค้งกระจกตา ส่วนหน้าและส่วนหลังตรวจความหนาของกระจกตา

โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีเลสิกนี้เป็นการรักษาสายตาที่ผิดปกติให้ดีขึ้นอย่างถาวรใช้เวลาในการผ่าตัดLasik และการพักฟื้นนั้นสั้นและแผลหายเร็วสามารถมองเห็นได้ทันทีหลังการผ่าตัด แต่อาจจะไม่คมชัดเต็มที่ในวันแรก ๆ ไม่ต้องฉีดยาชาเพียงแต่ใช้ยาชาหยอดตา เพื่อไม่ให้มีการเย็บแผลและกลับบ้านได้ทันทีหลังการผ่าตัด

การทําเลสิกสามารถที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตเปิดอิสรภาพ ในการมองเห็นและลดการพึ่งพาแว่นตากับคอนแทคเลนส์ได้ดี เพื่อโอกาสในประกอบอาชีพบางอาชีพอย่างเช่น แอร์โฮสเตส ทหาร ตำรวจ นักบิน เป็นต้นและความสะดวกสบาย ในการดำเนินชีวิตไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการใส่แว่นหรือว่าคอนแทคเลนส์เพิ่มความคล่องตัว และประกอบกับกิจกรรมงานอดิเรกกีฬา โดยเฉพาะกีฬาทางน้ำและกีฬากลางแจ้งบวกกับการเสริมสร้างบุคลิกภาพของตนให้ดียิ่งขึ้น

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ คลิก>>> vaillantservisi

CARBOHYDRATE สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

CARBOHYDRATE   คาร์โบไฮเดรตเป็นสารชีวโมเลกุลที่ค่อนข้างจะสำคัญและมีองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดของ คำว่าคาร์โบไฮเดรต เป็นรากศัพท์มาจากคำว่าคาร์บอนและไฮเดรต  ที่เต็มไปด้วยน้ำเอามารวมความหมายแล้วจะหมายถึง คาร์บอนที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำ จะให้พลังงานแก่ร่างกายทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง ต่อการใช้ชีวิตประจำวันและยังเป็นสารอาหารที่สำคัญประเภทนี้ยังเป็นหลักของอาหารเช้าของเอเชีย และแน่นอนว่าสำหรับคนไทยแล้วคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารอย่างหนึ่งที่ชอบทานมาก ๆ แล้วก็ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน อย่างเช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เป็นต้น 

CARBOHYDRATE  

ประเภทของ CARBOHYDRATE และหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป

ทั้ง 2 นี้ถูกประกอบไปด้วยน้ำตาลและสารที่ประกอบในลักษณะเชิงซ้อนเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงเข้าหากันCARBOHYDRATE ด้วยภายในสารนั้นจะประกอบไปด้วยสิ่งที่สำคัญนั่นก็ คือออกซิเจนและไฮโดรเจนอยู่ภายในอีกด้วย สำหรับสัดส่วนของออกซิเจนกับไฮโดรเจนอยู่ที่ 1 ต่อ 2 

ประเภทของคาร์โบไฮเดรต คือ

น้ำตาลคือกูโค้ดโมเลกุลเดี่ยว น้ำตาลประเภทนี้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลค่อนข้างจะเล็กที่สุด ในบรรดาของน้ำตาลที่มีทั้งหมดเราสามารถพบได้ว่าในอาหารแบบของอิสระ หรือว่าสารประกอบจะเป็นรสชาติหวานสามารถที่จะละลายในน้ำได้ และดูดซึมผ่านลำไส้ได้อย่างสบายโดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการใด ๆ ทั้งสิ้น

น้ำตาลประเภทโมเลกุลคู่ คือคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลในลักษณะชั้นเดียวหรือว่าจำนวน 2 ตัว ที่เชื่อมต่อการโดยจะอาศัยพันธะที่สำคัญอย่างพันธะไกลโคซิดิก ซึ่งเป็นน้ำตาลแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นชนิดเดียวกัน หรือว่าต่างกันทั้งหมดไม่สามารถที่จะพบในร่างกายของคนเราได้อย่างแน่นอน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทานคาร์โบไฮเดรตเข้าไปแล้วน้ำตาลนี้จะถูกย่อยในลำไส้ขนาดเล็ก และสามารถที่จะนำไปใช้ในร่างกายโดยตรงได้อีกด้วย คุณสมบัติที่สำคัญของน้ำตาลประเภทนี้ก็ คือมีรสหวานสามารถละลายน้ำได้ดี 

น้ำตาลประเภทโมเลกุลขนาดใหญ่ เป็นน้ำตาลคาร์โบไฮเดรตแบบชั้นเดียวหลายตัวที่มาเชื่อมโยงเป็นโซ่ยาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีสูตรของโครงสร้างที่ค่อนข้างจะซับซ้อนกัน เมื่อถูกย่อยแล้วจะเกิดการแตกตัวจึงเกิดกระบวนการท้ายสุดจะทำให้น้ำตาลตัวเดียวนั้น ออกมาเป็นน้ำตาลหลายชั้นนี้ประกอบไปด้วย 2 ประเภทใหญ่ ๆCARBOHYDRATE นั้นก็ คือแบบแป้ง ของพวกกลูโคสที่เชื่อมกันจนกลายเป็นเส้นยาว น้ำตาลแบบหลายชั้นที่ไม่ได้อยู่ในรูปของแป้งที่เป็นคาร์โบไฮเดรต สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเองบริเวณผนังเซลล์ของพืช ทำให้เกิดการแข็งแรงในพืชพบได้มากในเปลือกผลไม้ หรือว่าการของผักส่วนของเปลือกผลไม้นั้น นอกจากจะมีน้ำตาลแบบนี้ในร่างกายจะไม่สามารถที่จะถูกย่อย หรือว่าดูดซึมได้ 

CARBOHYDRATE  

โดยส่วนใหญ่แล้วคาร์โบไฮเดรตในร่างกายจะอยู่ ในรูปแบบของสารที่ประกอบไปด้วยน้ำหนักตัวในร่างกายแต่ก็มีความสำคัญ ต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียวมีบทบาท และหน้าที่ที่สำคัญและคอยควบคุมการทำงานของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป คาร์โบไฮเดรตยังสามารถสร้างพลังงานเกี่ยวกับกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายที่ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อนหากรับประทานคาร์โบไฮเดรต และได้รับกลูโคสซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลังงานโดยตรง CARBOHYDRATEพลังงานจากโปรตีนและไขมันจะได้รับกลูโคสจะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ หลายขั้นตอน คือโปรตีนและไขมันต้องทำการย่อยจนกว่ากรดอะมิโนออกมาก่อน จึงจะสามารถเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นกลูโคสอีกทีหนึ่ง  

หากมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อมจะทำให้เกิดผลในทางตรงคือกระบวนการย่อย และการดูดซึมที่เป็นไปค่อนข้างจะช้าและส่งผลให้อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น ในกระเพาะที่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังช่วย  ในเรื่องของการขัดขวางนำย่อยที่จะใช้ย่อยคาร์โบไฮเดรตจากตับอ่อนอีกด้วย ส่วนที่ทำให้เกิดทางอ้อมนั่นก็คือทำให้การตอบสนองของระดับอินซูลิน และฮอร์โมนจากลำไส้นั้นลดน้อยลง และทำให้ไวต่ออินซูลินดีขึ้นรวมถึงการใช้กลูโคสดีขึ้นอีกด้วยน้ำตาลหลายชั้นที่ไม่ใช่แป้งชนิดต่าง ๆ จะส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลที่ไม่เหมือนกัน

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี  ๆเพิ่มเติมได้ที่ คลิก>>> o-tattoo

Ultaviolet ประโยชน์และโทษต่อการได้รับ

Ultaviolet ที่มีชื่อในภาษาไทยว่า รังสีเหนือม่วง ในช่วงหนึ่งขึ้นของแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวของคลื่นสั้นกว่าแสง ที่เรามองเห็นแต่ยาวกว่ารังสี Extra อย่างอ่อนมีความยาวครึ่งอยู่ในช่วง 400 ถึง 10   นาโนเมตร  ทั้งยังมีพลังงานในช่วง3-124eV ที่มีแหล่งกำเนิดของรังสีอัลตราไวโอเลต นั่นก็คือการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญอย่างยิ่งที่ส่งลงมาถึงลูกด้วยจะประกอบไปด้วยรังสี UVC UVB และ UVA  รวมถึงคลื่นที่มนุษย์นำมองเห็นได้และ รังสีของอินฟาเรด เป็นสีดำจะถูกดูดซับเข้าไปชั้นในของบรรยากาศที่เหลือสามารถส่องลงมาบนผิวของโลก ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์และมนุษย์ แหล่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเองได้ด้วยวัตถุได้หลายชนิดที่ถูกทำความร้อนจนทำให้มีอุณหภูมิที่สูงมากกว่า 2,500 องศาเคลวิน  สามารถที่จะปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตได้ไปยังวัตถุนาน ๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์ขึ้นเองเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ หรือว่าเกษตรกรรม 

Ultaviolet พลังของดวงอาทิตย์

พลังงานของคลื่นที่จะมาแผลจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ช่วงคลื่นๆจนถึง 175นาโนเมตร  จะสามารถดูดซับด้วยออกซิเจนในชั้นของ สตราโทสเฟียร์ ที่มีความสูงถึงประมาณ 100 กิโลเมตร ด้วยพลังความยาวของคลื่นตั้งแต่ 175 ถึง 280 นาโนเมตร   ซึ่งเป็นช่วงของคลื่นนี้มีระดับพลังงานสูง หากผ่านมาถึงผิวโลกจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์เป็นอย่างมากแต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกทำลายทำให้อัตราของการแผ่รังสี UV มาถึงผิวโลกที่เพิ่มมากขึ้น  การค้นพบหลังจากรังสีอินฟราเรดได้ถูกนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ทำการทดลองค้นหารังสี ที่อยู่ตรงข้ามกับรังสีของอินฟราเรดมีแล้ว รังสีอินฟราเรดจะมีความยาวของคลื่นมากกว่าสีแดง และต้องการที่จะหาจังหวะของรังสีชนิดหนึ่ง ที่มีความยาวของคลื่นสั้นกว่าสีม่วงเข้าได้เอากระดาษอาบ ซิลเวอร์คลอไรด์ วางไว้กลางแสงแดดและได้พบว่ากระดาษนั้นเป็นสีดำ 

Ultaviolet

โทษของรังสีอัลตราไวโอเลต มีเป็นจำนวนมากทั้งอันตรายในระบบต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงรังสีอัลตราไวโอเลตช่วง uvc ที่มีพลังงานสูงที่สุด และมีความสำคัญ คือ อันตรายแต่จะพบได้น้อยกว่าบรรยากาศที่จะกองเข้าไปหมดแล้ว เครื่องมือการฆ่าเชื้อด้วยน้ำดื่มมีการปล่อยรังสีชนิดใดออกมาก็ได้ รวมถึงยังทำให้คอลลาเจนในผิวหนังและเสื่อมสภาพได้เป็นเหตุให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยแต่ USA มีความรุนแรงที่น้อยกว่า เพราะไม่สามารถที่จะทำให้เกิดอาการแดดเผาแต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ดีที่สามารถจะเปลี่ยนสภาพของ DNA ได้จนอาจจะให้เกิดมะเร็งทางผิวหนังแต่ร่างกายของเรา ก็สามารถที่จะป้องกันได้ด้วยการสร้างเม็ดสี เมลานิน ขึ้นมาเพื่อป้องกันการทะลุทะลวงลงของแสงแดด

 UV B ทำให้เกิดอาการที่ เรียกว่า arc eye จะมีอาการเหมือนกับเม็ดทรายเข้าตา ถ้าเกิดอาการที่รุนแรงนั้นจะเป็นต้อกระจกได้ หมู่มากโดยเฉพาะช่างเชื่อมโลหะแต่ก็จะมีการป้องกัน ด้วยการทาโลชั่นที่มีค่าของ SPF 50+ และการสวมแว่นตาดำที่หนา ๆ 

ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต หากรับในปริมาณที่เหมาะสมทำให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายมากกว่าโทษก็ได้  นอกจากนี้แล้วในทางการแพทย์นั้นยังนํารังสีชนิดนี้ มาใช้รักษากระดูกและโรคผิวหนังชนิดบางอย่างโดยจะใช้ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต ในการสร้างกระตุ้นวิตามินดีด้วยคุณสมบัติของรังสี uvb ให้ร่างกายนำสร้างขึ้นมาเองซึ่งเป็นวิตามินดี ที่สำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดกระดูกรวมถึงภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม และฟอสฟอรัสจากอาหารที่เราบริโภคไปแล้ว Ultaviolet   รวมถึงการรักษาโรคกระดูกและโรคผิวหนังชนิดบางอย่างที่คอยอยู่ใต้การดูแลของแพทย์ อย่างใกล้ชิดเป็นการหลีกเลี่ยงทำให้เกินเกิดผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดขึ้น จะได้มีการแนะนำการรักษาตัวด้วยวิธีนี้ อย่างเช่น โรคสะเก็ดเงิน คิดว่าเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นทำงานผิดปกติ และกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวออกผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการอักเสบของผู้ป่วยที่มีผื่นน้าแดงหรือว่าเป็นสีน้ำเงินขึ้นตามร่างกาย จะมีการใช้วิธีการรักษาอย่างหนึ่งนั่นก็คือการฉายรังสี uva ร่วมกับการใช้ยาซอลาเรน

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ คลิก>>> o-tattoo

Oxygen (ออกซิเจน)ที่จำเป็นต่อร่างกาย

Oxygen  เป็นการที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งพืช และสัตว์รวมถึงมนุษย์ด้วยเช่นกัน ถ้าร่างกายของเรานั้นขาดออกซิเจนเพียงไม่กี่วินาทีจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้   ออกซิเจนเป็นธาตุสัญลักษณ์นั่นก็ คือ O มีเลขอะตอมเท่ากับ 8 มีความหนาแน่นถึง1.43 กรัม/ลิตร หรือว่าหนักกว่าอากาศเพียงแค่เล็กน้อย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมีปริมาณเป็นอันดับ 2 ในส่วนประกอบของบรรยากาศโลก เราหายใจจะมีออกซิเจนประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์  ต่อมาจากก๊าซไนโตรเจนที่มีอยู่ประมาณ 78 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจนจะอยู่ในอากาศของผมอยู่ตรงกับแร่ธาตุต่าง ๆ 

อีกด้วย เช่น น้ำ แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ในสภาวะปกติของออกซิเจนแล้วสถานะของก๊าซไม่มีสีไม่มีกลิ่น และก็ไม่มีรสชาติอีกด้วย   ออกซิเจนที่อยู่ในอากาศเกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสง และพืชร่างกายของเราจะได้รับก๊าซออกซิเจน ในกระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงกระบวนการอลิซึมของเซลล์   อย่างเช่น กระบวนการแปลอาหารให้เป็นพลังงาน รวมถึงกระบวนการรักษาเซลล์การสังเคราะห์เอนไซม์ หรือว่า วิตามินซีในร่างกาย ออกซิเจนจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าสู่ปอด เมื่อออกซิเจนเข้าสู่ปอดแล้วจะเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อให้ก๊าซออกซิเจนเข้าไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง Oxygen และเดินทางเข้าสู่หัวใจจากนั้นหัวใจจะส่งต่อเม็ดเลือดแดงอย่างเต็มที่ด้วยออกซิเจนนี้จะส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ เพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปเป็นตัวช่วยในกระบวนการเมตาบอริซึม  ทั้งยังรักษาให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมีชีวิตอยู่ต่อไป เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ตับ 

Oxygen

ความสำคัญของ Oxygen

Oxygen ยังเป็นตัวการสำคัญในการกำจัดของเสียออกจากร่างกายถ้าร่างกายของเราเกิดภาวะขาดออกซิเจนแล้ว หรือได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจะทำให้เซลล์นั้นส่งผลให้อวัยวะตายตามไปด้วยในที่สุด 

ออกซิเจน มีอยู่ 3 สถานะนั่นก็ คือ

1.ออกซิเจนสภาวะของเหลว ที่มีอุณหภูมิประมาณ -182.5 องศาเซลเซียส หรือว่าจะต่ำกว่านั้น เป็นแก๊สออกซิเจนจะเปลี่ยนสถานะจากก๊าซกลายเป็นของเหลวสีฟ้า

2.ออกซิเจนสภาวะก๊าซ  ที่สภาวะปกติออกซิเจนจะอยู่ในสถานะก๊าซ

3.ออกซิเจนสภาวะของแข็ง ที่จะมีอุณหภูมิ -218.4 องศาเซลเซียส หรือว่าต่ำกว่าเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็งที่มีสีฟ้าอ่อน

Oxygen

คุณสมบัติและองค์ประกอบของออกซิเจน

•จะมีลักษณะองค์ประกอบ : O

•เลขอะตอม:8

•จุดเดือด:183.0 องศาเซลเซียส-90.15 เคลวิน

•จุดหลอมเหลว :-218.4 องศาเซลเซียส -54.750008 เคลวิน

•จำนวนนิวตรอน:8

•จำนวนโปรตอน/อิเล็กตรอน:8

•โครงสร้างผนัง:ลูกบาศก์

•สีของออกซิเจน:ไม่มี

•ความหนาแน่นอยู่ที่-293 เคลวิน : 1.429 กรัม/ซม. 3

ปริมาณของออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือดนั้น จะส่งผลต่อสุขภาพของเราด้วยจะมีปริมาณ ในร่างกายแบ่งออกได้ทั้ง 3 ระดับนั่นก็  คือ  

•ระดับออกซิเจนที่สูง  (hyperoxia)  คือแรงของออกซิเจนจะมีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนมากกว่าปกตินั่นก็ คือระดับออกซิเจนในเลือดสูงกว่า 100 มิลลิเมตรปรอทOxygen หรือว่ามีค่าความอิ่มตัวในเลือดมากกว่าปกติ 99% อย่างที่เราเรียกว่าสภาวะ hyperoxia  หรือออกซิเจนเป็นพิษ  เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนในจำนวนที่มาก ๆเป็นเวลานานถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ความดันอยู่ที่ 760 มิลลิเมตรปรอท  ส่งผลต่อทางเดินการหายใจเกิดการระคายเคือง ไอ เจ็บหน้าอก หรือว่าเนื้อเยื่อภายในปอดเกิดการเสื่อม

Oxygen

ระดับออกซิเจนปกติ แรงดันออกซิเจนดัชนีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอยู่ที่ 96-97 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในภาวะที่ดีที่สุดของร่างกาย ทำให้สมองทำงานได้ดีผิวพรรณดี ร่างกายแข็งแรง 

•ระดับออกซิเจนต่ำ (Hypoxemia หรือ  Hypoxia )  เป็นแรงดันของออกซิเจน ที่ได้รับการแบ่งตัวหรือว่าปกติระดับออกซิเจนในเลือดจะต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท   หรือมีความอิ่มตัวในเลือดที่น้อยกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ยังมีระดับออกซิเจนอาจจะต่ำกว่าและเกิดเป็นโรคเลือดจาง โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดบวม

การป้องกันภาวะเลือดออกสิเจนต่ำบอกว่าสูงเกินไป

ออกกำลังกาย จะหายใจเร็วและดังขึ้นทำให้ร่างกายนั้นเพิ่มออกซิเจนมากขึ้นจึงสามารถที่จะเปลี่ยนออกซิเจนเพื่อให้เซลล์นำไปใช้งานได้มากขึ้น

สูดหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆโดยที่ร่างกายจะได้รับออกซิเจนเข้าไปเพื่อเป็นการเพิ่มมากขึ้นและลดออกซิเจนได้ต่ำลง จากการหายใจเข้าและออก

นวด การนวดกล้ามเนื้อเมื่อเกิดอาการเหนื่อยล้ากล้ามเนื้อจะมีการเกร็งตัว ทำให้เลือดนั้นหมุนเวียนได้ไม่ดีกล้ามเนื้อจะขาดออกซิเจนทำให้เราปวดเมื่อยนั้นเอง 

การดื่มน้ำ ให้ส่วนประกอบของโมเลกุล Oxygen และออกซิเจนกับไฮโดรเจนอย่างการดื่มน้ำมาก ๆ จะนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้วิธีหนึ่งเมื่อเรารู้สึกว่าร่างกายขาดออกซิเจน ควรดื่มน้ำก็ช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่คลิก>>> vaillantservisi

นอนหลับ สบายในคืนที่อากาศร้อน

เวลาที่อากาศข้างนอกร้อนแล้วคุณไม่มีแอร์ คุณก็จะหลับยากขึ้น แต่โชคยังดีที่มีวิธีที่ช่วยให้คุณรู้สึกเย็นและเย็นได้นานพอสมควร และคุณก็จะหลับไปแล้ว นอนหลับ อย่างสบายและมีความสุข

วิธีการเตรียมเข้านอน

  1. เลิกออกกำลังกาย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอนและดื่มน้ำให้มาก ๆ เวลาที่คุณออกกำลังกาย อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้นและร่างกายจะกักเก็บความร้อนไว้ การออกกำลังกายหลาย ๆ ชั่วโมง ก่อนเข้านอนจะทำให้ร่างกายของคุณมีเวลาปรับอุณหภูมิให้เย็นลงได้ นอกจากนี้คุณก็ควรจะดื่มน้ำให้มาก ๆ ตลอดทั้งวันเพื่อไม่ให้ขาดน้ำ คุณอาจจะวางน้ำไว้ข้างเตียงด้วยก็ได้
  2. เลี่ยงมื้ออาหารหนัก ๆ หรืออาหารเผ็ด ๆ การรับประทานมื้อหนักหรืออาหารรสเผ็ดก่อนการเข้านอนจะทำให้คุณรู้สึกร้อนเข้าไปกันใหญ่  ควรรับประทานอาหารมื้อเบา ๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอนและเลี่ยงอาหารรสเผ็ดและซอสพริก
  3. อย่าดื่มน้ำเย็นจัด การดื่มน้ำเย็นจัด ไม่เพียงแต่ชะลอการย่อยอาหารเท่านั้น ตายังทำให้เมตาบอลิซึม ทำงานช้าลงโดยการรัดหลอดเลือดที่จะไปลดระดับน้ำในร่างกายและความสามารถในการปรับอุณหภูมิให้เย็นลงของร่างกาย
  4. อาบน้ำฝักบัวหรือแช่น้ำอุ่น ๆ อย่าอาบน้ำเย็นจัด เพราะมันอาจให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม อุณหภูมิในร่างกายของคุณอาจจะเพิ่มขึ้นเพื่อต้านน้ำเย็น เพาะฉะนั้นให้อาบน้ำอุณหภูมิปานกลางหรืออุ่นเล็กน้อย นอกจากนี้ คุณควรจะแช่มือและเท้าในน้ำอุ่น ๆ ก็ได้ มือและเท้าของคุณเป็นเหมือน เครื่องนำความร้อน หรือบริเวณในร่างกายที่มักจะร้อน การทำให้มือและเท้าเย็นลงจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายและทำให้ร่างกายเย็นลง
  5. หาที่นอนเย็น ๆ มืด ๆ ชั้นล่าง เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น ให้หาที่ที่ใกล้พื้น เช่น พื้นห้องนอนหือพื้นชั้นล่างของบ้าน เช่น ชั้นล่างสุด
  6. ใช้เครื่องนอนบาง ๆ แทนเครื่องนอนหนา ๆ ถอดผ้าคลุมหรือผ้าปูที่นอนหนา ๆ ที่กักเก็บความร้อน และผ้าห่มน้ำหนักเบา ๆ ที่ทอจากฝ้ายแทน
  7. เอาเครื่องนอนไปแช่ช่องฟรีส นำปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าห่มไปแช่ช่องฟรีส 30 นาที ก่อนเวลาเข้านอน พอคุณนำเครื่องนอนมาปูที่นอน มันก็น่าจะเย็นได้อีก 30-40 นาที พอให้คุณพลอยนอนหลับไปได้
  8. เปิดหน้าต่างหรือเปิดแอร์ ก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง ให้เปิดหน้าต่างห้องนอนไว้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและทำให้ห้องเย็นขึ้น แต่ให้ปิดหน้าต่างก่อนเข้านอนทุกครั้งเพื่อไม่ให้ห้องร้อนขึ้นจากอากาศในตอนกลางคืน
  9. ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือสวมเสื้อผ้าให้น้อยที่สุดตอนเข้านอน ถึงคุณจะอยากถอดเสื้อผ้าออกให้หมดและแก้ผ้านอนแค่ไหนเพื่อให้รู้สึกเย็น การแก้ผ้านอนยิ่งทำให้คุณรู้สึกร้อนมากกว่าเดิม เพราะความชื้นมันไม่สามารถระเหยออกตรงระหว่างร่างกายส่วนที่ติดกับไม่ติดที่นอนได้ ใช่ชุดนอนที่ทำมาจากผ้าฝ้าย และควรจะหลีกเลี่ยงผ้าสังเคราะห์ เช่น ไนลอนหรือไหม เพราะมันไม่สามารถระบายอากาศได้และอาจทำให้คุณรู้สึกร้อนมากกว่าเดิม
นอนหลับ

นอนหลับ เย็นสบายบนเตียง

  1. เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของการอากาศ เปิดประตูห้องนอนทิ้งไว้และตั้งพัดลมตรงมุมห้องเพื่อให้หันมาที่เตียงนอน และอย่าให้พัดลมจ่อมาที่ใบหน้า หลัง หรือใกล้ร่างกายเกินไป เพราะการให้พัดลมจ่อมาที่ใบหน้าอาจทำให้กล้ามเนื้อลำคอตึงและทำให้เกิดอาการแพ้หรือไม่สบายได้
  2. ทำผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งหรือชุบน้ำเย็น ก่อนที่จะมีแอร์ คนสมัยก่อนเขาจะแขวนเจลเย็น ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งหรือแผ่นเก็บความเย็นไว้ที่หน้าพัดลมเพื่อให้อากาศเย็น
  3. พลิกหมอนให้ด้านที่เย็นกว่าขึ้นมา ถ้าคุตื่นกลางดึกเพราะร้อน ให้พลิกหมอนอีกข้างขึ้นมา หมอนอีกข้างจะเย็นกว่า ข้างที่คุณหนุนก่อนหน้านั้น เพราะว่ามันไม่ได้ดุดซับความร้อนจากร่างกายของคุณไปในตอนกลางคืน
  4. ใช้ขวดสเปรย์พรมน้ำลงบนใบหน้าและลำคอ ถ้าคุณตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะร้อน ให้เติมน้ำเย็นลงไปในขวดสเปรย์และพรมลงบนใบหน้าและลำคอเพื่อให้รู้สึกเย็นขึ้น

ดังนั้น การ นอนหลับ ที่ดีก็จะขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวก่อนนอนของคุณว่าได้ทำอะไรหรือควรต้องทำอะไรก่อนการเข้านอน เพื่อจะให้การนอนหลับพักผ่อนของคุณ เป็นการพักผ่อนที่ผ่อนคลายและมีความสุขพร้อมที่จะตื่นมาอย่างสดชื่นในยามเช้าจริง ๆ

สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ การนอนหลับในวันที่อากาศร้อน พร้อมกับสาระดี ๆ และมีประโยชน์ แบบนี้ได้ที่ >> elene-dee